แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

การวิเคราะห์งบการเงิน

การวิเคราะห์งบการเงิน



อัตราส่วนสภาพคล่อง
อัตราส่วนหมุนเวียน (current ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน
บ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ
อัตราส่วนหมุนเร็ว (Quick or Acid test ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน - สินค้าคงเหลือ)/หนี้สินหมุนเวียน
บ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ โดยไม่ต้องขายสินค้าคงเหลือที่มีอยู่
อัตราส่วนประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์
อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory turnover ratio) = ยอดขาย/สินค้าคงเหลือ
ถ้ามีค่ามาก แสดงว่าสินค้ามีสภาพคล่องสูง ขายได้ง่าย
อัตราการหมุนลูกหนี้การค้า = ยอดขายต่อปี/ลูกหนี้การค้า
ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย (DSO,Days Sales Outstanding) = ลูกหนี้การค้า/ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน = ลูกหนี้การค้า/(ยอดขายต่อปี/365)
เมื่อขายสินค้าเป็นเงินเชื่อแล้วใช้เวลากี่วันจึงจะเก็บเงินได้
ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย = 365/อัตราการหมุนของลูกหนี้การค้า
อัตราการหมุนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets turnover ratio) = ยอดขาย/สินทรัพย์ถาวรสุทธิ
ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ถาวรเพื่อให้เกิดยอดขาย
อัตราการหมุนของสินทรัพย์ทั้งสิ้น(Total assets turnover ratio) = ยอดขาย/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้เกิดยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์ทั้งสิ้น บอกว่ากิจการมีสินทรัพย์ทั้งสิ้นที่มช้ในการดำเนินงานมากเกินไปหรือไม่ ถ้าหากค่านี้ต่ำแสดงว่าการใช้สินทรัพย์ไม่มีประสิทธิภาพ หรือเป็นสินทรัพย์ไม่มีคุณภาพ ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของสินทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

อัตราส่วนการบริหารหนี้สิน
อัตราส่วนหนี้สิน (Debt ratio) = หนี้สินทั้งสิ้น/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
กิจการมีสินทรัพย์เป็นของเจ้าหนี้กี่เปอร์เซ็น
Time Interest earned (TIE) = EBIT/ดอกเบี้ยจ่าย
ความสามารถในการชำระดอกเบี้ยของธุรกิจ
EBITDA coverage ratio = (EBITDA + Lease payments) / (Interest + Loan repayments + Lease payments)
ใช้วัดว่ากระแสเงินสดสามารถชำระค่าใช้จ่ายประจำได้เพียงไร

อัตราส่วนการทำกำไร
อัตรากำไรสุทธิ(Profit margin on sales) = กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญ/ยอดขาย
กำไรเป็นกี่ % ของยอดขาย
Basic Earning Power(BEP) = EBIT/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ใช้วัดความสามารถในการทำกำไร โดยไม่รวม ภาษีและดอกเบี้ยจ่าย
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA,ROI,Return on INVESTMENT,Return on total assets) = กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญ/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์
อัตราผลตอบแทนของผู้เป็นเจ้าของ (ROE,Return on common Equity) = กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญ/ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ
อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการลงทุน
ROA กับ ROE ต่างกันที่ "เงินกู้"
ROA = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ROA บอกถึงความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของกิจการ (ความสามารถของผู้บริหาร)
ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น
ROA บอกถึง อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ (คนละจุดประสงค์กับ ROA)
บริษัทที่มีหนี้สิน 0 จะมี ROE สูงขึ้น กว่ากรณีที่ไม่มีหนี้สิน เพราะเงินทุนส่วนของเจ้าของน้อยลงในขณะที่บริษัทมีรายได้เท่าเดิม แต่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยที่เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของกิจการ หากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ก็มีโอกาสขาดทุนได้มากกว่า
อัตราส่วนประเมินผลธุรกิจโดยรวม
ราคาตลาดกับกำไรสุทธิต่อหุ้น(Price/Earning (P/E) Ratio) = ราคาตลาดต่อหุ้น/กำไรสุทธิต่อหุ้น
ระยะเวลาที่ใช้ในการคืนทุน
ราคาตลาดกับกระแสเงินสดต่อหุ้น (Price/Case Flow Ratio) = ราคาตลาดต่อหุ้น/กระแสเงินสดต่อหุ้น
ราคาหุ้นต่อกระแสเงินสด 1 บาท ใช้สำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (BOOK Value per share) = ส่วนของผู้ถือหุ้น/จำนวนหุ้นสามัญที่อยู่ในมือบุคคลภายนอก
ราคาหุ้น คิดจากสินทรัพย์ของกิจการที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น
Market/BOOK ratio = ราคาตลาดต่อหุ้น/มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น
ใช้วัดว่าผู้ลงทุนยินดีจ่ายเงิยซื้อหุ้นในราคาสูงกว่า เท่ากับ หรือต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีเพียงไร
DU PONT Equation
ROA = Profit Margin x Total Assets Turnover
ROA = PM x TATO
ROA = (NI/Sales) x (Sales/TA) = NI/TA
Modified Du Pont Equation
ROE = ROA x Equity Multiplier
ROE = PM x TATO x EM
ROE = NI/Sales x Sales/TA x TA/E = NI/E

ทฤษฎีปริมาณเงินตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยม

ทฤษฎีปริมาณเงินตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยม


นักเศรษฐศาสตร์การเงินนิยมได้กล่าวถึงทฤษฎีปริมาณเงิน
               
1.ปริมาณเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดรายได้ประชาชาติที่เป็นตัวเงิน(national income) ในระบบเศรษฐกิจหนึ่ง ระดับของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถแสดงในรูปตัวเงินถูกกำหนดโดยปริมาณเงิน นักเศรษฐศสตร์การเงินจึงเน้นความสำคัญของนโยบายการเงินในการำกหนดระดับการผลิต ระดับรายได้รวมทั้ง การรักษาเสถียร ภาพทางเศรษฐกิจ
               
2.ปริมาณเงินมีบทบาทต่อการกำหนดราคา เมื่อพิจารณาผลในระยะยาวแล้ว ปริมาณเงินมีผลต่อปัจจัยต่างๆ ส่วนระดับของกิจกรรมทางเศรศฐกิจที่แท้จริงไม่ได้ขึ้น กับปริมาณเงินจะมีผลต่อปัจจัยที่แท้จริง เช่นระดับผลผลิตแท้จริง ซึ่งถูกกำหนดโดยปริมาณสินค้าทุน จำนวนและคุณภาพของปรงงานในระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการผลิตเป็นต้น  ในระยะยาว ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ถูกกระทบโดยผลของปริมาณเงิน แต่ในระนะสั้นการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงืนนอกจากมีอิทธพลต่อระดับราคาสินค้าทัวไปแล้ว ยังมีอิทธพลต่อผลผลิตที่แท้จริงและการจ้างแรงงานด้วย เน่องจากในระยะสั้นการเคลื่อนไหวของราคาและค่าจ้างแรงงานไม่สามารถเครื่องไหวขึ้นลงได้อย่างเสรี เมื่อปริมาณเงินเปลี่ยนแปลงก็ทำให้การจ้างานเปลี่ยนไปด้วยจึงมีผลกระทบถึงผลผลิต
               
3.สมการความต้องการถือเงินของสำนักการเงินนิยมเป็นสมการที่มีเสถียรภาพ เม้ว่าในทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ของนักการเงินนิยมแสดงให้เห็นว่า อัตราการหมุนเวียนของเงินไม่คงที่ในระยะยาวแต่โดยทั่วไปแล้วนักการเงินนินมเห็นว่าอัตราการหมุนเงินค่อนข้างมีเพียรภาพ ในบางครั้งเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงอัตราการหมุน เวียนเงินจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประชาชนคาดการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาในอนาคตซึ่งทำให้ความต้องการถือเงินเปลี่ยนแปลงไปและไร้เสถียรภาพ ซึ่งนักการเงินนินมมีความเห็นว่าทฤษฎีการเงินต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ การคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีผลต่อพฤติกรรมความต้องการถือเงินเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้และไม่ขัดแย้งกับปริมาณเงินสมัยใหม่
               
4.การเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์รวมของสินค้าโดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการถือสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ในรูปแบบต่างๆนักการเงินนิยมเชื่อว่า ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลทำการซื้อหลักทรัพย์ในท้องตลาด ราคาของสินทรัพย์หรือ หลักทรัพย์ทุกชนิดก็จะสูงตามไปด้วยและถ้าจำนวนผลตอบแทนที่ได้รับไม่เปลี่ยนแปลงก็แสดงว่า อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ทุกชนิดลดลงเมื่อเทียบกับราคาหลักทรัพย์ไหม่ ซึ่งจะเป็นผลให้ประชาชนนำหลักทรัพย์ออกมาจำหน่ายมากขึ้นทำให้เกิดความต้องการซื้อสินค้ามากขึ้น ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์รวมของสินค้าด้วย
              
 5.นักการเงินนิยมเห็นว่า เศรษฐกิจในภาคเอกชนซึ่งประกอบด้วยหน่วยธุรกิจต่างๆและครัวเรือนเป็นภาคที่ไม่มีเสถียรภาพในตัวเองแต่ความไม่มีเสถียรภาพนั้นเกิดจากนโยบายและการดำเนินงานของภารรัฐบาลกล่าวคือ ถ้ารัฐบาลต้องการขยายปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำได้โดยการซื้อหลักทรัพย์จากตลาดเพื่อโอนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์จากตลาดเพื่อโนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เมื่อมีการซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้น สัดส่วนของสินทรัพย์ของประชาชนก็จะเปลี่ยนแปลงโดยสินทรัพย์ที่เป็นตัวเองินจะเพิ่มขี้นได้ขณะที่สินทรัพย์ชนิดอื่นลดน้อยลง แต่ในนะยะสั้น ผลผลิตสินค้ามากขึ้น ราคาสินค้าสำเร็จรูปและราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อราคาสินค้าสูงขขึ้นทำให้นักธุรกิจคาดการณ์ไว้ สามารถหาผลกำไรขากการลงทุนได้ก็จะลงทุนมากขึ้น ในที่สุดการจ้างงานและระดับรายได้ก็สูงขึ้นกำไรของธุรกิจก็สูงตามส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้นในที่สุด