แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติลัทธิทางเศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติลัทธิทางเศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

แนวคิดยุคพาณิชย์นิยม



ลักษณะสำคัญ
     ปรัชญาของลัทธิพาณิชย์นิยมเชื่อว่าประเทศจะร่ำรวยและมั่งคั่งได้ประเทศต้องมีดุลการค้าเกินดุล เมื่อประเทศมีดุลการค้าเกินดุลแล้วประเทศจะมีทองคำไหลเข้ามา เมื่อประเทศมีทองคำ
ไหลเข้ามากขึ้นแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ ประเทศจะมีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้ประเทศเกิดดุลการค้าเกินดุลตลอดเวลารัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือเอกชนในประเทศดำเนินการค้าในลักษณะได้เปรียบ
ดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าของตนโดยใช้นโยบายทางการทหารหรือ
มาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าของตน
หลักสำคัญของปรัชญาลัทธิพาณิชย์นิยม
1.ประเทศจะมั่งคั่งได้ต้องมีการสะสมโลหะทองคำและเงิน(Gold and Silver) 
2.ประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อประเทศได้เปรียบดุลการค้าหรือประเทศต้องส่งออกมากกว่านำเข้า
สินค้า
3.ประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อประเทศนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตภายในประเทศโดยการยกเว้นภาษีนำเข้า และพยายามจำกัดปริมาณส่งออกวัตถุดิบไปนอกประเทศ
4.ประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อให้การสนับสนุนเอกชนเอาผลประโยชน์จากดินแดนอาณานิคมโดยวิธีการผูกขาดการค้ากับ
ดินแดนอาณานิคมของตนเอง 
5.ประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อยอมให้ทำธุรกิจในประเทศมีการค้าขายโดยระบบเสรี และไม่เห็นด้วยเมื่อรัฐเก็บภาษีอากรภายในประเทศ
6. ประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลกลางมีความเข้มแข็งและสามารถควบคุมธุรกิจภายในประเทศได้
7.ลัทธิพาณิชย์นิยมสนับสนุนให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าประชาชนส่วน
ใหญ่ในประเทศจะมีความมั่งคั่งหรือไม่ โดยเห็นได้จากลัทธิดังกล่าวเน้นส่งเสริมให้ประเทศมีประชากรจำนวนมาก และยอมให้ประชากรทำงานหนักโดยกำหนดให้ค่าแรงอยู่ในระดับต่ำ และลัทธินี้ยังส่งเสริมให้มีกองทัพที่เข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับศัตรูและล่าอาณานิคม
  ลักษณะนโยบายของระบบพาณิชย์นิยม
แบ่งเป็น  2 ส่วน คือ 
1.นโยบายเกี่ยวกับปัจจัยภายในประเทศ คือ ประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อ ประเทศต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูประบบภาษี โดยลดอัตราภาษีให้แก่ภาคธุรกิจปรือเอกชนของประเทศ และประเทศต้องขยายกำลังแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจ 
2.นโยบายเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกประเทศ คือประเทศจะมั่งคั่งได้ก็ต่อเมื่อประเทศต้องกำหนดนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งให้ประเทศมีการค้าเกินดุลอยู่ตลอดเวลา และต้องหาผลประโยชน์จากประเทศภายใต้อาณานิคมของตัวเองให้มากที่สุดเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้
กับประเทศ 
ลัทธิพาณิชย์นิยมของโปรตุเกสลัทธิพาณิชย์นิยมมีอิทธิพลต่อนโยบายเศรษฐกิจเมื่อศตวรรษที่ 16 และ 17 ในการเสริมสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า ลัทธิพาณิชย์นิยมถูกนำไปใช้ใน
ประเทศโปรตุเกส  โดยรัฐบาลเข้าควบคุมการค้าระหว่างประเทศทุกชนิดเพื่อให้ได้เปรียบ
ดุลการค้าและความมั่งคั่งของชาติโปรตุเกสต้องวัดจากมูลค่าโลหะมีค่า เช่น ทองคำและเงิน ที่อยู่ในประเทศ     
ลัทธิพาณิชย์นิยมของสเปนประเทศสเปนเป็นคู่แข่งที่สำคัญของโปรตุเกส มีการนำแนวทางลัทธิพาณิชย์นิยมมาปฏิบัติตามโปรตุเกส แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากปัญหาภายในของประเทศสเปน เช่น ปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง มีหนี้สาธารณะสูง การทำศึกสงครามทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ลัทธิพาณิชย์นิยมของเนเธอร์แลนด์เนเธอร์แลนด์เข้าสู่ระบบลัทธิพาณิชย์นิยม ในช่วง 
ค.ศ.1650-1770 โดยมีการจัดตั้งบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อช่วยดูแลผลประโยชน์ของรัฐในดินแดนอาณานิคม มีการขายหุ้นและยอมให้มีการค้าโลหะอย่างเสรีเพื่อประโยชน์ต่อการค้าระหว่างประเทศ และไม่มีการเก็บภาษี    
ลัทธิพาณิชย์นิยมของอังกฤษอังกฤษเข้าสู่ระบบลัทธิพาณิชย์นิยม ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 
17-18 โดยให้ความสำคัญด้านการผลิตมากกว่าการบริโภคในประเทศ  และมีความคิดที่แตกต่างจากสเปนและโปรตุเกส คือ เชื่อว่าความมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องสะสมโลหะมีค่าในประเทศ แต่ควรใช้โลหะทองคำในการขยายการค้ากับต่างประเทศ นโยบายหลักสำหรับการค้าระหว่างประเทศมีหลายนโยบาย เช่น ภาษีนำเข้าจะเก็บจากประเทศคู่ค้าอื่นสูงกว่าเก็บจากในประเทศอังกฤษเอง
ลัทธิพาณิชย์นิยมของฝรั่งเศสเข้าสู่ระบบลัทธิพาณิชย์นิยม ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 ใช้หลักเน้นให้ประเทศมีประสิทธิภาพในการผลิตและให้เงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม  นำเข้าเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต นอกจากนี้ยังใช้นโยบายการตั้งกำแพงภาษีให้
สูง เน้นส่งสินค้าออก และให้มีดุลการค้าเกินดุลอยู่เสมอ
นักคิดที่มีอิทธิพลต่อลัทธิพาณิชย์นิยม
1. เจอรัลด์ มาไลนส์(Gerald de Malynes) เป็นผู้ให้แนวคิดที่มีผลต่อลัทธิพาณิชย์นิยมคือรัฐสามารถเข้าแทรกแซงเพื่อทำ
ให้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เน้นการค้าระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
2. เอ็ดเวิร์ด มิสเซลเดน (Edward Misselden) มีแนวคิดดังนี้คือประเทศต้องดำเนินนโยบายทางการค้าระหว่างประเทศ
ดยเน้นดุลการค้าแบบได้เปรียบอยู่เสมอ เพื่อให้ประเทศมีความมั่งคั่ง และการส่งออกสินค้าที่ผลิตในประเทศเป็นหลักจะทำให้คนยากจนหมดไป
3. แอนโตนิโอ เซอร์รา(Antonio Serra) มีแนวคิดดังนี้ดุลการค้า ไม่ได้ประกอบด้วยสินค้า แต่ยังประกอบด้วยการบริการและการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศนั้น ซึ่งก็หมายถึงดุลการชำระเงินของประเทศ เน้นการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากกว่าเกษตรกรรม เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เน้นสร้างปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการค้าในประเทศ รัฐมีนโยบายช่วยเหลือประเทศโดยให้มีการส่งออกเงินตราได้
4. โทมัส มุน (Thomas Mun) มีแนวคิดดังนี้ประเทศจะมีความมั่งคั่งได้ ต้องนำทองคำและเงินมาใช้ในการขยายการค้ากับต่างประเทศ ประเทศควรมีการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงแต่เก็บภาษีสินค้าส่งออกในอัตราที่ต่ำ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับดุลการค้า โดยดุลการค้าเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประกอบด้วย ดุลการค้าโดยรวมหรือทั่วไป และดุลการค้าเฉพาะส่วน
  [เศรษฐสนุก]


แนวคิดทางเศรษฐกิจก่อนสมัยพาณิชย์นิยม


[แนวคิดทางเศรษฐกิจก่อนสมัยพาณิชย์นิยม][เศรษฐสนุก]
1.แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยโบราณ
2.แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยอียิปต์
3.แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยกรีก
4.แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยเมโสโปเตเมีย
5.แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยโรมัน
6.แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยกลาง

แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยโบราณ
    แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในสมัยโบราณนั้นอาจไม่ได้บ่งบอกถึงความชัดเจนของแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงแต่เนื่องจากว่าในสมัยโบราณนั้นพอจะอธิบายได้ว่ามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในโลกแล้วโดยเริ่มจากยุคหินเก่าประชาชนดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และการหาพืชผักผลไม้จากธรรมชาติเป็นอาหาร มีการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ต่อมาได้พัฒนาจากการหาจากธรรมชาติเป็นการผลิตขึ้นเองเนื่องจากอาหารตามธรรมชาติหายากขึ้นต้องอพยพย้ายที่อยู่ตามแหล่งอาหาร ไม่มีแหล่งที่อยู่แน่นอน
    ต่อมาในยุคหินใหม่เริ่มมีการเปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ มีการสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีการทำเครื่องมือเครื่องใช้ เช่นขวานหิน  นอกจากนี้ยังมีการสร้างงานหัตถกรรมในครัวเรือน เช่นเครื่องปั่นด้าย เครื่องทอผ้า เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น เริ่มรู้จักการชลประทานอย่างง่ายๆ เช่นทำอ่างเก็บน้ำ มีการสร้างบ้านเรือนอยู่ถาวร จากครอบครัวหลายๆครอบครัวรวมกันเป็นหมู่บ้าน มีหัวหน้า  มีภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมเดียวกัน มีกฎสำหรับคนหมู่มากใช้ร่วมกัน 
      ยุคต่อมาคือยุคโลหะ เริ่มมีการใช้ทองแดง และสัมฤทธิ์ มาประกอบเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องประดับ มีการพัฒนากิจกรรมการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ความเป็นอยู่ก็ได้พัฒนาจากชุมชนกสิกรรม มาเป็นชุมชนเมือง โครงสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติเปลี่ยนเป็นโครงสร้างที่อาศัยอาชีพและตำแหน่งหน้าที่ เช่น ชนชั้นสูง ได้แก่ พระ ขุนนาง กษัตริย์ นักรบ ชนชั้นกลาง ได้แก่ พ่อค้า ช่างฝีมือ ชาวนา และชนชั้นต่ำ ได้แก่ ทาส การแบ่งงานตามความถนัด ทำให้ได้งานมากขึ้น และเมื่อมีส่วนเกินก็นำมาแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน มีการคิดค้นและใช้เทคโนโลยีง่าย เช่นการใช้ลูกล้อในการขนส่งทางบก และเริ่มมีการเดินเรือ

แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยอียิปต์    
     ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในสมัยอียิปต์ประกอบด้วยเกษตรกรรม พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
ด้านเกษตรกรรม – มีการเพาะปลูกโดยอาศัยน้ำจากแม่น้ำไนล์ มีการคิดค้นระบบชลประทาน และพืชผลทางเกษตร ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ผัก ผลไม้ ปอ และฝ้าย
ด้านพาณิชยกรรม-มีการติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่น เช่น เกาะครีต พีนีเซีย ปาเลสไตน์ และซีเรีย สินค้าส่งออก คือ ทองคำ ข้าวสาลี และผ้าลินิน ส่วนสินค้านำเข้า คือ แร่เงินงาช้างและไม้ซุง
ด้านอุตสาหกรรม-อียิปต์มีช่างฝีมือและแรงงานจำนวนมาก มีเทคโนโลยีและวิทยาการที่ก้าวหน้า มีวัตถุดิบและมีการติดต่อกับดินแดนอื่น จึงมีการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี  อุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ การทำเหมืองแร่ การต่อเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องแก้ว และการทอผ้าลินิน
แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยกรีก    
         ชาวกรีกทำการค้าขายทางทะเลกับดินแดนอื่น โดยมีการประกอบอุตสาหกรรมและการเกษตร คือ การทำน้ำมันมะกอก เหล้าองุ่นและเครื่องปั้นดินเผา การค้าของกรีกมีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยมีการใช้เหรียญ ทอง คำเงิน ทองแดง
สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ องุ่น มะกอก ทอผ้าขนสัตว์
ส่วนสินค้านำเข้า คือ ธัญพืชจากชิลี อิตาลีและอียิปต์
นักคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่
พลาโต (Plato) เป็นผู้มีแนวคิดเรื่องความชำนาญงานและการแบ่งงานกันทำ
ซีโนฟอน (Xenophon) มีแนวคิดที่ว่า การบริหารจัดการที่ดีจะเพิ่มขนาดส่วนเกินทางเศรษฐกิจทั้งระดับครัวเรือนและระดับประเทศ และการเพิ่มขนาดส่วนเกินทางเศรษฐกิจจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความชำนาญงาน การจัดระเบียบ และการแบ่งงานกันทำ ซึ่งสอดคล้องกับของพลาโต
อริสโตเติล(Aristotle) มองว่า การค้าทำให้คนสะสมความมั่งคั่งและขายสินค้าเกินราคายุติธรรม การค้าจึงไม่ใช่อาชีพที่เป็นธรรมชาติ จะต้องมีการจำกัดขอบเขตการค้า

แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยเมโสโปเตเมีย
       อารยธรรมของเมโสโปเตเมีย เกิดจากภูมิปัญญาของกลุ่มชนที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ ได้แก่ กลุ่มสุเมเรียน อมอไรท์ ฮิตไทต์ แอลซีเรียน แคลเดียน เปอร์เซีย ฟีนีเชียน และฮิบรู
       เศรษฐกิจหลักคือการเกษตรกรรม ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ทำผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพื่อการบริโภค ได้แก่ เนื้อ นม เนย  นอกจากนี้ก็ยังมีการค้าและการอุตสาหกรรม สินค้าส่งออก ได้แก่ ปลาแห้ง ขนสัตว์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และเครื่องเหล็ก ส่วนสินค้านำเข้าได้แก่ ทองแดง ดีบุก และไม้ซุง
แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยโรมัน
     ชาวโรมันเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ในแหลมอิตาลี ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป มีความเจริญด้านสังคมมาก ได้แก่ ภาษา การศึกษา วรรณกรรม การก่อสร้าง และสถาปัตยกรรม เนื่องจากชาวโรมันเป็นคนขยัน มีวินัย มีระเบียบ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ด้านเศรษฐกิจมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาด้านกิจการทหารโดยทำให้กองทหารโรมันแข็งแรง เพื่อจะสามารถขยายอาณาจักรโรมันออกไป ดังนั้นรายได้หลักมาจากภาษีอากรและเครื่องบรรณาการจากเมืองขึ้นต่างๆของโรมัน ด้านการค้า มีการดำเนินการโดยเอกชนเป็นหลัก และรัฐจะเก็บภาษีจากเอกชน ส่วนคู่ค้าของโรมันคือเมืองต่างๆที่เป็นอาณานิคม และประเทศอินเดียกับจีน สินค้านำเข้าของโรมันคือ อัญมณีจากอินเดีย ผ้าไหมจากจีน เครื่องเทศ เครื่องโลหะ น้ำหอม ยาและฝ้าย
แนวคิดทางเศรษฐกิจในสมัยกลาง  
        เป็นแนวคิดทางความเชื่อของศาสนา ศาสนาเข้าไปมีบทบาทกำหนดแนวคิดของคนในสมัยนั้นเกือบทุกค้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม หลักเกณฑ์ทางเศรษฐกิจมี 2 ประการคือ
1.ราคายุติธรรม(Just price) เป็นแนวคิดที่ถือว่าการขายสินค้าสูงกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าเป็นความผิด
2.การห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ย(Usery)เป็นแนวคิดที่ถือว่าการเรียกเก็บดอกเบี้ย
ากการนำเงินไปใช้นั้นไม่ถูกต้องเป็นความผิดและบาป


[เศรษฐสนุก]


ความสำคัญของการศึกษาประวัติเศรษฐกิจ

[เศรษฐสนุก]
 [ความสำคัญของการศึกษาประวัติเศรษฐกิจ]

มีอย่างน้อย 8 ประการคือ
1.ทำให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาของเศรษฐกิจในโลกนี้ได้อย่างต่อเนื่อง
2.ทำให้เข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของระบบเศรษฐกิจต่างๆในอดีตเพื่อจะนำมาเป็นแนวทางหรือนโยบาย สำหรับการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่ถูกต้องมากขึ้นในอนาคต
3.ทำให้เข้าใจในการวิเคราะห์เศรษฐกิจในปัจจุบันและพยากรณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีมากขึ้น
4.ทำให้เข้าใจทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆได้ลึกซึ้งมากขึ้น
5.ทำให้เข้าใจภาพรวมของการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ทั้งระดับจุลภาคและระดับมหภาค  ได้ลึกซึ้งมากขึ้น
6.ทำให้สามารถสร้างทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆได้โดยสังเกตจากปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีตหลายๆครั้ง
7.การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการปรับปรุงแนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์อย่างต่อเนื่องด้วย
8.การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจทำให้สามารถเข้าใจความเป็นมาของระบบเศรษฐกิจในโลกนี้ได้ดีมากขึ้น เนื่องจากว่าระบบเศรษฐกิจในโลกนี้แบ่งแยกเป็นหลายระบบ

ความสำคัญของการศึกษาประวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์

การศึกษาประวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การศึกษาถึงประวัติแนวคิดทางเศรษฐกิจสังคมตั้งแต่อดีตก่อนจะมีวิชาเศรษฐศาสตร์ จนกระทั่งมาถึงในช่วงที่มีการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างมีระบบ
    
ประวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยุคกรีกและโรมัน และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เช่น
-แนวคิดลัทธิพาณิชย์นิยม (Mercantilism) คริสต์ศตวรรษที่ 16-18
-แนวคิดลัทธิธรรมชาตินิยม (Physiocracy)  เริ่มก่อตัวขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ราวศตวรรษที่ 18
-แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) คริสต์ศตวรรษที่ 16-17
-แนวคิดคลาสสิค (Classicalisms) เริ่มราวคริสต์ศตวรรษที่ 1750 จนถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
-แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิค (Neoclassical Economics) เริ่มต้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 18
-แนวคิดเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ (John Maynard Keynes)
-แนวคิดทางสังคมนิยม (Socialisamเริ่มในราวคริสต์ศตวรรษที่ 19
- แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบัน
 
 วิธีการศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจ
1.การศึกษาแบบ “ทฤษฎีแบบขั้นตอน”
2.การศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจที่เน้นเฉพาะ “สถาบันทางเศรษฐกิจ”
3.การศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจที่เน้นเฉพาะ “ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญเฉพาะเรื่อง”
4.การศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจที่เน้นเฉพาะ “ทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ”
5.การศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจ “แบบเปรียบเทียบ”
6.การศึกษาประวัติลัทธิเศรษฐกิจ “แบบแนวใหม่”

วิธีการศึกษาประวัติแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์


มีอย่างน้อย 3 วิธีที่นิยม


1.แบบแบ่งเป็นสำนักคิด


2.แบบยึดตัวบุคคลเป็นหลัก


3.แบบลัทธิเศรษฐกิจการเมือง
[เศรษฐสนุก]