แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ single license แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ single license แสดงบทความทั้งหมด
การคิดค่าเสื่อมราคา
การคิดค่าเสื่อมราคา
วิธีเส้นตรง
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด จึงได้รับความนิยมมากที่สุด ใช้กับสินทรัพย์ที่มีราคาสูง และอายุการให้ประโยชน์ยาวนาน วิธีการคำนวณไม่ซับซ้อน สูตรของมันก็คือ
ยกตัวอย่างเช่น อาคารสำนักงานซึ่งซื้อมาในราคา 2,000,000 บาท ไม่รวมราคาที่ดิน คาดว่าจะใช้สำนักงานนี้ 10 ปี และหลังจากใช้งานแล้วก็น่าจะขายได้ราคา 500,000 บาท เพราะฉะนั้นค่าเสื่อมราคาต่อปีของอาคารสำนักงานนี้จะมีค่าเท่ากับ ปีละ 150,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่นำไปหักค่าใช้จ่าย แต่ถ้าราคาที่ซื้อมาเป็นราคาที่รวมราคาที่ดินด้วย ต้องลบราคาที่ดินนั้นออกก่อน เช่น อาคารเดิม แต่ราคานี้รวมที่ดิน ซึ่งได้รับการประเมินจากหน่วยงานของรัฐบาลว่ามีมูลค่า 300,000 บาท เพราะฉะนั้นอาคารหลังนั้นจะมีมูลค่า 1,700,000 บาท เมื่อนำไปคำนวณแล้ว ค่าเสื่อมราคาต่อปีที่นำไปหักค่าใช้จ่ายได้ จะเหลือเพียง 120,000 บาท
วิธียอดลดลงทวีคูณ
วิธีนี้เป็นวิธีการเร่งการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ ซึ่งบางคนมองว่าเหมาะสมเพราะเห็นว่าเครื่องจักรจำนวนมากใช้งานได้ดีในช่วงแรก หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีเท่าเก่า จึงเร่งตัดออกไปก่อน หรือบางคนก็จะมองว่าเป็นการประหยัดภาษีในช่วงต้นของการขายสินทรัพย์ วิธีนี้ให้นำอัตราค่าเสื่อมของวิธีเส้นตรงไปคูณสอง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอายุการใช้งานเครื่องจักรจากตัวอย่างแรกเท่ากับ 10 ปี นั่นหมายความว่าจะตัดค่าเสื่อมปีละ 10% แต่วิธีนี้ให้คูณสองเข้าไป เพราะฉะนั้นจะตัดค่าเสื่อมปีละ 20% โดยไม่ต้องนำมูลค่าคงเหลือเข้ามาใช้คำนวณรวมด้วย เช่นจากตัวอย่างข้างต้น เมื่อสินทรัพย์มีมูลค่า 2,000,000 บาท ก็จะตัดค่าเสื่อมราคาปีแรก 400,000 บาท (2,000,000x20%) ในปีที่สองมูลค่าคงเหลือของสินค้านั้นก็จะเหลือแค่ 1,600,000 บาท (2,000,000-400,000) ค่าเสื่อมราคาในปีที่สองก็จะเท่ากับ 320,000 บาท และทำอย่างนี้จนครบอายุการใช้งานสินทรัพย์ตัวนั้น ซึ่งในปีสุดท้ายนั้นจะหักได้ไม่เกิน มูลค่าคงเหลือที่ได้ประเมินไว้
ประเภทของความเสี่ยงในการลงทุน
ประเภทของความเสี่ยงในการลงทุน
ในการลงทุนผู้ลงทุนควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของความเสี่ยงเพื่อนำมาประกอบกับการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุนด้วยซึ่งความเสี่ยงในการลงทุนก็มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ แต่ก็สามารถจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆดังนี้
1.ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยมหภาค
1.1 Pervasive Risk หมายถึง ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนหรือไม่ อันได้แก่
1.1.1 Currency Risk – ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
1.1.2 Political Risk – ความเสี่ยงทางการเมืองทำให้เงื่อนไขในการลงทุนในประเทศต่างไปจากที่คาดการณ์ไว้ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจ1.1.3 Purchasing Power Risk – ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากอัตราเงินเฝ้อ ซึ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้อระดับสูงขึ้นผลกำไรที่ผู้ลงทุนจะได้รับนั้นอาจไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ
1.2 Systematic Risk หมายถึง ความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้จากการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ อันได้แก่
1.2.1 Interest rate risk - ความเสี่ยงที่เกิดจากการแปรผันของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมักส่งผลต่อความกังวลของผู้ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ พันธบัตรระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ค่อนข้างต่ำ
1.2.2 Market risk - ความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวม ที่หลักทรัพย์ หรือ หุ้นทุกตัวต้องมีเป็นส่วนประกอบร่วมกันเพียงแต่อาจมากหรือน้อย ซึ่งความเสี่ยงนี้จะตัดออกไปไม่ได้แม้กระจายการลงทุนออกไปได้ดีแค่ใดก็ตาม
2. ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยจุลภาค
2.1 Unsystematic Risk ความเสี่ยงที่สามารถลดได้การกระจายการลงทุน
2.1.1 ความเสี่ยงอุตสาหกรรม/ธุรกิจ เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการดำเนินงานของตัวธุรกิจเอง
2.1.2 ความเสี่ยงทางด้านการเงิน เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากตัวบริษัทเองเช่นกัน ตัวอย่างเช่นธุรกิจที่มีโครงสร้างหนี้สินเยอะก็อาจจะประสบปัญหาได้ในอนาคต
โครงการ Young Financial Star Competition 2015 (YFS 2015)
โครงการ Young Financial Star Competition 2015 (YFS 2015)
ตามที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรในตลาดทุนไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเยาวชน จึงได้จัดการแข่งขันโครงการ Young Financial Star Competition 2015 (YFS 2015) เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในระดับอุดมศึกษามีความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเงิน และการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพบนถนนสายการเงิน โดยได้ดำเนินการจัดแข่งขันต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 รายละเอียดดังนี้
รางวัลการแข่งขัน 5 รางวัล
1. รางวัล SET Investment Star ที่สุดแห่งผู้เชี่ยวชาญการลงทุน
2. รางวัล TFEX Derivatives Star ที่สุดแห่งผู้เชี่ยวชาญอนุพันธ์รุ่นใหม่
3. รางวัล K-Expert Star ที่สุดแห่งผู้เชี่ยวชาญการเงิน
4. รางวัล Muang Thai Insurance Star ที่สุดแห่งนักวางแผนประกันชีวิต
5. รางวัล PTT CSR Star Team ที่สุดแห่งนักการเงินรุ่นใหม่หัวใจ CSR
เกณฑ์การคัดเลือกผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการรอบ 300 คน
1.1 ผู้สมัครของแต่ละมหาวิทยาลัยแต่ละวิทยาเขตที่มีผู้สมัครและมาสอบจริงตั้งแต่ 50 - 99 คนจะคัดเลือกผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 1 คน เข้าร่วมโครงการ หรือผู้สมัครและมาสอบจริงตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปจะคัดเลือกผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 2 คน เข้าร่วมโครงการ
1.2 ผู้ที่มีคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับจากผู้สมัครทั้งหมด (ผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการตามข้อ 1.1 และ 1.2 จำนวน 200 คน)
1.3 ผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 20 อันดับแรกแต่ละภูมิภาคจำนวน 5 ภาค (เรียงลำดับคะแนนตามภาคของผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิจาก 1.1 และ 1.2 จำนวน 100 คน)
ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในรอบแรกจำนวน 300 คน จะได้รับสิทธิอบรมและทดสอบหลักสูตรใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Single LicenseและDerivatives License) และยังได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม YFS Camp เพื่อเรียนรู้และฝึกฝนทักษะด้านการวางแผนการเงินและการลงทุน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการเงิน
ในการนี้ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านโปรดประชาสัมพันธ์โครงการ YFS 2015 ไปยังนิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 ถึงระดับปริญญาโท ทุกคณะ ทุกสาขาวิชาผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ดังนี้
1. ขอขึ้นตัววิ่ง TV / ข่าว PR ในเว็บไซต์ / ตัววิ่งบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย
ข้อความ โอกาสมาต้องคว้าไว้!! สู่...สุดยอดนักวางแผนการเงินกับ Young Financial Star Competition 2015 (YFS 2015) ชิงรางวัลรวมกว่า6,000,000 บาท เชิญน้องๆ นักศึกษาป.ตรี ปี 3 - ปริญญาโท ทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ อายุไม่เกิน 25 ปี ร่วมเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพบนถนนสายการเงิน รับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 13 มี.ค.58 ที่ www.tsi-thailand.org/YFS สอบถาม S-E-T Call Center 0-2229-2222
2.1 Highlight Banner 600x217 px
· 2.2 Top Banner 728x90 px
3. ขอความอนุเคราะห์ฟอร์เวิร์ดข้อความประชาสัมพันธ์โครงการ Young Financial Star Competition 2015 ไปยังกลุ่มนิสิต นักศึกษากลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดดังนี้
ถ้าท่านไม่เห็นข้อความด้านล่างโปรดคลิกที่นี่
If you cannot see this message below, please click here.
If you cannot see this message below, please click here.
โอกาสมาต้องคว้าไว้!!
โครงการ Young Financial Star Competition 2015 สู่ปีที่ 13
การแข่งขันเพื่อค้นหาสุดยอดนักการเงินรุ่นใหม่ ชิงรางวัลรวมกว่า 6 ล้านบาท!!
เชิญน้องๆ นักศึกษาปริญญาตรีทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัย ปี 3 - ปริญญาโท ทั่วประเทศ อายุไม่เกิน 25 ปี
ร่วมเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพบนถนนสายการเงิน
รับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 13 มี.ค. 58 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tsi-thailand.org/yfs/2015/home/index.html
รายละเอียด
การวิเคราะห์งบการเงิน
การวิเคราะห์งบการเงิน
อัตราส่วนหมุนเวียน (current ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน/หนี้สินหมุนเวียน
บ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ
อัตราส่วนหมุนเร็ว (Quick or Acid test ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน - สินค้าคงเหลือ)/หนี้สินหมุนเวียน
บ่งบอกความสามารถในการชำระหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ โดยไม่ต้องขายสินค้าคงเหลือที่มีอยู่
อัตราส่วนประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์
อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory turnover ratio) = ยอดขาย/สินค้าคงเหลือ
ถ้ามีค่ามาก แสดงว่าสินค้ามีสภาพคล่องสูง ขายได้ง่าย
อัตราการหมุนลูกหนี้การค้า = ยอดขายต่อปี/ลูกหนี้การค้า
ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย (DSO,Days Sales Outstanding) = ลูกหนี้การค้า/ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน = ลูกหนี้การค้า/(ยอดขายต่อปี/365)
เมื่อขายสินค้าเป็นเงินเชื่อแล้วใช้เวลากี่วันจึงจะเก็บเงินได้
ระยะเวลาในการเก็บหนี้ถัวเฉลี่ย = 365/อัตราการหมุนของลูกหนี้การค้า
อัตราการหมุนของสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets turnover ratio) = ยอดขาย/สินทรัพย์ถาวรสุทธิ
ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ถาวรเพื่อให้เกิดยอดขาย
อัตราการหมุนของสินทรัพย์ทั้งสิ้น(Total assets turnover ratio) = ยอดขาย/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้เกิดยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์ทั้งสิ้น บอกว่ากิจการมีสินทรัพย์ทั้งสิ้นที่มช้ในการดำเนินงานมากเกินไปหรือไม่ ถ้าหากค่านี้ต่ำแสดงว่าการใช้สินทรัพย์ไม่มีประสิทธิภาพ หรือเป็นสินทรัพย์ไม่มีคุณภาพ ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของสินทรัพย์แต่ละประเภทเพื่อทราบสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
อัตราส่วนการบริหารหนี้สิน
อัตราส่วนหนี้สิน (Debt ratio) = หนี้สินทั้งสิ้น/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
กิจการมีสินทรัพย์เป็นของเจ้าหนี้กี่เปอร์เซ็น
Time Interest earned (TIE) = EBIT/ดอกเบี้ยจ่าย
ความสามารถในการชำระดอกเบี้ยของธุรกิจ
EBITDA coverage ratio = (EBITDA + Lease payments) / (Interest + Loan repayments + Lease payments)
ใช้วัดว่ากระแสเงินสดสามารถชำระค่าใช้จ่ายประจำได้เพียงไร
อัตราส่วนการทำกำไร
อัตรากำไรสุทธิ(Profit margin on sales) = กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญ/ยอดขาย
กำไรเป็นกี่ % ของยอดขาย
Basic Earning Power(BEP) = EBIT/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ใช้วัดความสามารถในการทำกำไร โดยไม่รวม ภาษีและดอกเบี้ยจ่าย
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA,ROI,Return on INVESTMENT,Return on total assets) = กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญ/สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์
อัตราผลตอบแทนของผู้เป็นเจ้าของ (ROE,Return on common Equity) = กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญ/ส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ
อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการลงทุน
ROA กับ ROE ต่างกันที่ "เงินกู้"
ROA = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ทั้งสิ้น
ROA บอกถึงความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของกิจการ (ความสามารถของผู้บริหาร)
ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น
ROA บอกถึง อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ (คนละจุดประสงค์กับ ROA)
บริษัทที่มีหนี้สิน 0 จะมี ROE สูงขึ้น กว่ากรณีที่ไม่มีหนี้สิน เพราะเงินทุนส่วนของเจ้าของน้อยลงในขณะที่บริษัทมีรายได้เท่าเดิม แต่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยที่เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของกิจการ หากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ก็มีโอกาสขาดทุนได้มากกว่า
อัตราส่วนประเมินผลธุรกิจโดยรวม
ราคาตลาดกับกำไรสุทธิต่อหุ้น(Price/Earning (P/E) Ratio) = ราคาตลาดต่อหุ้น/กำไรสุทธิต่อหุ้น
ระยะเวลาที่ใช้ในการคืนทุน
ราคาตลาดกับกระแสเงินสดต่อหุ้น (Price/Case Flow Ratio) = ราคาตลาดต่อหุ้น/กระแสเงินสดต่อหุ้น
ราคาหุ้นต่อกระแสเงินสด 1 บาท ใช้สำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (BOOK Value per share) = ส่วนของผู้ถือหุ้น/จำนวนหุ้นสามัญที่อยู่ในมือบุคคลภายนอก
ราคาหุ้น คิดจากสินทรัพย์ของกิจการที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น
Market/BOOK ratio = ราคาตลาดต่อหุ้น/มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น
ใช้วัดว่าผู้ลงทุนยินดีจ่ายเงิยซื้อหุ้นในราคาสูงกว่า เท่ากับ หรือต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีเพียงไร
DU PONT Equation
ROA = Profit Margin x Total Assets Turnover
ROA = PM x TATO
ROA = (NI/Sales) x (Sales/TA) = NI/TA
Modified Du Pont Equation
ROE = ROA x Equity Multiplier
ROE = PM x TATO x EM
ROE = NI/Sales x Sales/TA x TA/E = NI/E
Return On Equity – ROE
ความหมาย “Return On Equity”
ROE คืออะไร? Return On Equity (ROE) หรือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น โดยส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับสินทรัพย์รวมลบด้วยหนี้สินรวม เราใช้ ROE ในการวัดความสามารถของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น สามารถคำนวณ ROE ได้ตามสูตรทางด้านล่างนี้
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทของคุณมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ 1 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 50 ล้านบาท ROE ในกรณีนี้ก็จะเท่ากับ 5% (50,000,000 / 1,000,000,000)
ทำไม ROE จึงมีความสำคัญ? เพราะว่า ROE คือเครื่องมือบ่งชี้ว่าบริษัทมีความสามารถในการนำกำไรกลับมาลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เติบโตขึ้นได้ดีมากน้อยแค่ไหน บางอุตสาหกรรมมีค่า ROE สูงเพราะไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์มากมายเพื่อดำเนินกิจการ เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเป็นต้น แต่ในบางอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากก่อนที่จะสามารถสร้างกำไรได้ ดังนั้น นักลงทุนควรเปรียบเทียบ ROE ระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อหาจุดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากกำไรที่ได้มาไม่ได้ถูกนำไปลงทุนต่อ ค่า ROE ก็ดูเหมือนจะไม่มีความหมายมากซักเท่าไหร่ ดังนั้น การดูเพียงแค่ค่า ROE อาจไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเพื่อลงทุน
สรุปข้อมูลเกี่ยวกับ ROE
- ROE เท่ากับกำไรสุทธิ (หลังปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ ก่อนปันผลหุ้นสามัญ) หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น
- ROE ที่ 15% – 20% โดยประมาณถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดี
- ตรวจสอบค่า ROE ย้อนหลัง การหาค่าเฉลี่ยอาจทำให้มองเห็นภาพการเติบโตได้ชัดเจนมากขึ้น
ที่มา หุ้นดีบี
Single License คืออะไร
Single License
วันนี้ทางทีมงานขอเสนอสาระดีๆสไตล์[เศรษฐสนุก]ซึ่งจะเป็นเรื่องของ[single license]
หลายคนไม่รู้จักว่า single license
หลายคนไม่รู้จักว่า single license
คืออะไร ความหมายที่แท้จริงคือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาดการเงินและการลงทุนในหลักทรัพย์ นั่นเอง ไว้สำหรับเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ขายหลักทรัพย์ หรือที่เรียกว่า Single License นั่นเอง แล้วมีประโยชน์อย่างไร ก็เอาไว้เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขายหลักทรัพย์ (Single License: SL) เพื่อที่จะสามารถขายหลักทรัพย์หรือกองทุนต่างๆ ที่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ มีอยู่นั่นเอง การสอบก็ค่อนข้างยาก single license ก็เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่จะทำหน้าที่ขายหน่วยลงทุนนั่นเอง ไม่ใช่ว่าผ่านง่ายๆ เพื่อจะขายอย่างเดียวเหมือนพวกขายประกันทั่วไปในสมัยก่อน
ปัจจุบันนี้ธุรกิจการเงินการธนาคาร เริ่มมีการเติบโตแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ดูอย่าง TSI กับ AIMC หรือ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน มีการแข่งขันการเปิดสอบ และอบรมหลักสูตรต่างๆ มากมาย เป็นต้นว่า หลักสูตร single license หรือ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาดการเงินและการลงทุนในหลักทรัพย์ แนวข้อสอบ single licenseแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีหลายหน่วยงานและหลายองค์กร มีการจัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวอีกด้วย เช่น NIDA
สำหรับตัวอย่างข้อสอบ single license นั้นมีให้ และอาจจะมีก็แต่ผู้เข้าสอบจะจำมาเป็นข้อๆ แล้วนั่งรวมกลุ่มกันถามตอบ และรวบรวมข้อมูลมาทเป็นเล่มแจกหรือขาย โดยปกติข้อสอบแต่ละแห่งไม่ว่าจะเป็นของ tsi e-tutor หรือของสมาคมฯ จะมีข้อสอบที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละครั้งและเป็นระบบสุ่มตัวเลือก เนื่องจากเนื้อหาในการสอบ Single License ค่อนข้างกว้างและเยอะมาก ทำให้การเตรียมตัวสอบด้วยตัวเองต้องใช้เวลานาน
หนังสือที่ใช้สอบ
| มาตรฐานการทดสอบ | จำนวน ข้อสอบ | คะแนน สอบ |
|---|---|---|
หมวดที่ 1: กลไกตลาดการเงินและหลักการลงทุนเบื้องต้น
| ||
| บทที่ 1 ระบบการเงินและโครงสร้างตลาดการเงิน | 3 | 3 |
| บทที่ 2 ตลาดตราสารทุน | 4 | 4 |
| บทที่ 3 ตลาดตราสารหนี้ | 3 | 3 |
| บทที่ 13 ภาพรวมของตราสารอนุพันธ์และตลาดอนุพันธ์ | 3 | 3 |
| บทที่ 4 ตลาดการเงินระหว่างประเทศ | 2 | 2 |
| บทที่ 5 ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนใน หลักทรัพย์รายตัว | 10 | 10 |
| บทที่ 6 ข่าวสารข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในตลาดการเงิน | 5 | 5 |
| บทที่ 7 การวิเคราะห์หลักทรัพย์ | 5 | 5 |
| บทที่ 8 การบริหารหลักทรัพย์ | 5 | 5 |
| บทที่ 9 การวางแผนการลงทุน | 5 | 5 |
| รวมหมวดที่ 1 | 45 | 45 |
หมวดที่ 2: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารและการประเมินมูลค่า
| ||
| บทที่ 10 ความรู้เบื้องต้นและการประเมินมูลค่าตราสารทุน | 10 | 10 |
| บทที่ 11 ความรู้เบื้องต้นและการประเมินมูลค่าตราสารหนี้ | 10 | 10 |
| บทที่ 12 กองทุนรวมและหน่วยลงทุน | 10 | 10 |
| รวมหมวดที่ 2 | 30 | 30 |
หมวดที่ 3: กฎหมายและมาตรฐานการปฏิบัติงาน
| ||
| บทที่ 1 หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และ การปฏิบัติงานของผู้ทำหน้าที่ติดต่อผู้ลงทุน |
15
|
15
|
| บทที่ 2 กฎหมายว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับ การซื้อขายหลักทรัพย์และกฎหมายป้องกัน การฟอกเงิน |
5
|
5
|
| บทที่ 3 หลักเกณฑ์การกำกับดูแลการออกและเสนอขาย ตราสารประเภทต่างๆ |
5
|
5
|
| รวมหมวดที่ 3 | 25 | 25 |
จำนวนข้อสอบรวมทั้ง 3 หมวด
|
100
|
100
|
เวลาในการทดสอบ
|
2 ชั่วโมง 30 นาที
| |
เกณฑ์ผ่านการทดสอบ
สอบได้ 70% ของคะแนนรวมทุกหมวด และบังคับผ่าน 70% ในหมวดที่ 3 | ||
ที่มา http://www.toumi.com
แนวข้อสอบสำหรับผู้ที่สนใจโดย เศรษฐสนุก
เนื้อหาย่อยเเต่ละบท
ลักษณะของ ฟิวเจอร์ส
เจาะลึกลักษณะของ ฟิวเจอร์ส
| ฟิวเจอร์ส หมายถึง สัญญา หรือข้อตกลงระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ “ผู้ซื้อ” กับ “ผู้ขาย” ในการตกลงที่จะซื้อหรือขายสินค้า หรือสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ โดยการตกลงซื้อขายดังกล่าวเป็นการตกลง ณ วันนี้ แต่ใช้ราคาในอนาคต และการส่งมอบสินค้าก็จะ เกิดขึ้นในอนาคต ในส่วนของ สินค้าหรือสินทรัพย์อ้างอิง ที่ใช้ในการซื้อหรือขายสำหรับฟิวเจอร์สนั้น แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ |
1. สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าเกษตร (Commodity Futures) เช่น น้ำมัน ทองคำ เหล็ก ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา กาแฟ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เพื่อเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายสินค้า เกษตรล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าอยู่ 6 รายการ ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3, ข้าวขาว 5%, ยางแท่ง, น้ำยางข้น, แป้งมันสำปะหลัง และมันเส้น | ||
| 2. สินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Futures) เช่น หุ้น พันธบัตร เงินตราต่างประเทศ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทย บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX ได้เปิดให้มีการซื้อขายฟิวเจอร์สสินทรัพย์ทางการเงิน โดยสินค้าตัวแรกที่มีการซื้อขายคือ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ SET50 หรือที่เรียกว่า SET50 Index Futures |
| SET 50 Index Futures คือ สัญญาฟิวเจอร์สประเภทหนึ่งที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง คือ ดัชนี SET50 ซึ่งการตกลงซื้อขายดังกล่าวเป็นการตกลง ณ วันนี้ โดยใช้ราคา คือ ดัชนี SET50 ในอนาคต และเนื่องจากสินทรัพย์อ้างอิงที่ใช้ในการซื้อขายครั้งนี้คือดัชนี ผู้ขายจึงไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อได้ ดังนั้นวิธีการส่งมอบเราจะใช้วิธีการ ชำระส่วนต่างราคา หรือ Cash Settlement แทน | ||
สถานะของฟิวเจอร์ส
Short Position เป็นสถานะของผู้ขายสัญญาฟิวเจอร์ส หรือเรียกว่าLong Position เป็นสถานะของผู้ซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส หรือเรียกว่า “ฐานะซื้อ” ตัวอย่างเช่น นักลงทุนคาดการณ์ ดัชนี SET50 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ในอีก 2 เดือนข้างหน้า นักลงทุนจึงซื้อ SET50 Index Futures เราเรียกสถานะของนักลงทุนเช่นนี้ว่า สถานะของผู้ซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส (Long Position) “ฐานะขาย” ตัวอย่างเช่น นักลงทุนคาดการณ์ ดัชนี SET50 จะปรับตัวลดลง ในอีก 2 เดือนข้างหน้า นักลงทุนจึงขาย SET50 Index Futures เราเรียกสถานะของนักลงทุนเช่นนี้ว่า สถานะของผู้ขายสัญญาฟิวเจอร์ส (Short Position) | ||||
| องค์ประกอบสำคัญของ SET50 Index Futures1. สินทรัพย์อ้างอิง คือ ดัชนี SET50 (SET50 Index) เป็นดัชนีที่คำนวณมาจากราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 50 ตัว โดยคัดเลือกมาจากหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดและสภาพคล่องสูง ซึ่งดัชนี SET50 นี้ สามารถสะท้อนภาพรวมของตลาดได้ว่าอยู่ในทิศทางใด เนื่องจากมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนี SET50 มีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าตลาดรวม 2. ราคาเสนอซื้อขาย ราคาที่ใช้ในการซื้อขาย SET50 Index Futures คือ ระดับดัชนี SET50 ตัวอย่างเช่น นักลงทุนต้องการซื้อ (ขาย) ฟิวเจอร์ส นักลงทุนต้องส่งคำสั่งซื้อ (ขาย) ผ่านโบรกเกอร์ของตลาดอนุพันธ์ โดยระบุว่าต้องการซื้อ (ขาย) ฟิวเจอร์สที่ระดับดัชนีเท่าไร เช่น ต้องการซื้อ (Long) ฟิวเจอร์สที่ 624.10 จุด หรือต้องการขาย (Short) ฟิวเจอร์สที่ 632.80 จุด เป็นต้น |
| 3. ช่วงห่างของราคา (Tick Size) ที่ใช้ในการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ส คือ 0.1 ข้อควรระวัง ในการตั้งราคาซื้อขายฟิวเจอร์ส คือ หน่วยของราคาที่ละเอียดที่สุด คือ ทศนิยม 1 ตำแหน่งเท่านั้น นั่นหมายความว่านักลงทุนจะไม่สามารถสั่งซื้อ หรือ ขายดัชนีที่ลงท้ายด้วยทศนิยม 2 ตำแหน่งได้ เช่น xxx.24, xxx.87, xxx.53 เป็นต้น | |||
| 4. ตัวคูณดัชนี (Multiplier) เป็นตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าของสัญญาฟิวเจอร์ส ให้เป็นตัวเงิน เนื่องจากดัชนี SET50 มีหน่วยเป็นจุด โดยแต่ละจุดของดัชนี SET50 ถูกกำหนดให้มีมูลค่าจุดละ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น ถ้านักลงทุน ขาย SET50 Index Futures ที่ราคา 617.50 จุด มูลค่าสัญญานี้จะเท่ากับ 617.50 x 1,000 หรือ 617,500 บาท 5. ช่วงการเปลี่ยนแปลงของราคาสูงสุดแต่ละวัน (Price Limit) ตลาดอนุพันธ์กำหนดให้ราคา SET50 Index Futures ที่เสนอซื้อขายกันในแต่ละวันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ไม่เกิน 30% จากราคาที่ได้ชำระในวันทำการก่อนหน้า ทั้งนี้ เฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาลดลงจะมีลักษณะเป็นขั้นบันได คือ เมื่อราคาลดลง 10%, 20% และ 30% ตลาดอนุพันธ์อาจหยุดดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์ |
| ||
| 6. เวลาซื้อขาย ช่วงเวลาการซื้อขายของ SET50 Index Futures ใกล้เคียงกับช่วงเวลา การซื้อขายของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีการแบ่งช่วงเวลาเช่นเดียวกับที่กำหนดใน ตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เวลาการซื้อขายของ SET50 Index Futures จะเปิดก่อนการซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ฯ 15 นาที และปิดหลัง 15 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนปรับกลยุทธ์การลงทุน ของตน เนื่องจากการมีสถานการณ์ลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดอนุพันธ์ ซึ่งเป็นหลักสากลที่ตลาดอนุพันธ์ในประเทศอื่นๆ ใช้กัน |
|
| 7. อายุของสัญญา สัญญาซื้อขายฟิวเจอร์สโดยปกติจะมีการกำหนดวันสิ้นสุดอายุไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตลาดอนุพันธ์กำหนดให้วันสิ้นสุดของสัญญา คือ ทุกสิ้นไตรมาส ได้แก่ เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม ในแต่ละสัญญาที่สิ้นสุดทุกไตรมาสนั้นตลาดอนุพันธ์จะกำหนดวันที่สิ้นสุดของสัญญา และวันสุดท้ายของการซื้อขายเป็น วันทำการก่อนหน้าวันทำการสุดท้ายของเดือน ตัวอย่างเช่น SET50 Index Futures ที่สิ้นสุดอายุเดือนมีนาคม วันทำการสุดท้ายของเดือน คือวันที่ 31 มีนาคม วันสิ้นสุดอายุ และวันซื้อขายวันสุดท้าย คือ วันที่ 30 มีนาคม นอกจากนี้ เวลาซื้อขายจริงระบบจะใช้ตัวย่อในการซื้อขายฟิวเจอร์สแต่ละรุ่น ดังนี้ | ||
| 8. จำนวนสัญญาที่ผู้ลงทุนสามารถมีสถานะได้ (Position Limit) ตลาดอนุพันธ์มีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับฐานะสูงสุดที่ผู้ลงทุนแต่ละรายสามารถมีสถานะได้ไว้ดังนี้ - สถานะของการถือครองสัญญาที่ครบกำหนดส่งมอบในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 10,000 สัญญา - สถานะสุทธิของสัญญาทุกเดือนรวมกันก็ต้องไม่เกิน 10,000 สัญญาเช่นกัน | ||
| ประโยชน์ของ SET50 Index Futures1. ประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ในกรณีที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ว่าตลาดอยู่ในช่วงขาลง ผู้ลงทุนอาจบริหารความเสี่ยงโดยการขายสัญญา SET50 Index Futures ก่อนที่สภาวะตลาดจะเป็นลบจริง ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงแล้ว นักลงทุนจะขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน แต่จะสามารถทำกำไรจากการขายฟิวเจอร์ส ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถชดเชยกัน จนไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดการณ์ไว้เท่าไรนัก ในทางกลับกันถ้าผู้ลงทุนคาดการณ์ว่าตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น ผู้ลงทุนอาจซื้อ SET50 Index Futures ก่อนที่ตลาดจะเป็นบวกจริง นอกจากนี้สำหรับผู้บริหารกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่ต้องการให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับสภาวะของตลาด การลงทุนใน SET50 Index Futures จะช่วยลดภาระของการซื้อหุ้นจำนวนมาก รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูง 2. ประโยชน์ในการซื้อขายเพื่อการลงทุนของผู้ลงทุนทั่วไป สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการผลตอบแทนสูงจากการลงทุน และสามารถยอมรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนได้ รวมถึงเป็นผู้ที่เข้าใจลักษณะต่างๆ ของตราสารอนุพันธ์ดีแล้วก็สามารถใช้ SET50 Index Futures เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนได้ |
| ตัวอย่างการใช้ SET50 Index Futures เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนสำหรับนักลงทุนทั่วไป ถ้าผู้ลงทุนคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาลง ผู้ลงทุนอาจตัดสินใจขาย SET50 Index Futures ที่ครบกำหนดในเดือน ก.ย. ที่ 620 จุด จำนวน 1 สัญญา สมมติวันถัดมา ราคา SET50 Index Futures เดือน ก.ย. ปรับตัวลดลงเป็น 595 จุด ผู้ลงทุนจะต้องปิดสถานะฟิวเจอร์สของตนโดยการตัดสินใจซื้อ SET50 Index Futures ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนกำไรเท่ากับ 25,000 บาท
แสดงวิธีการคำนวณ ดังนี้
(620 – 595) x 1,000 = 25,000 บาท | ที่มาhttp://www.tsi-thailand.org |
ความต่างระหว่าง Future และ Forward
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Future Contract และ Forward Contract
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















